จากเล่มที่แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเรียนกันจริงๆ จังๆ ซะที… เรียนมันทุกวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงวันจันทร์ถึงศุกร์ เรียนวันละ 5 ชั่วโมง แถมการบ้านอีกเพียบเลยครับ ต้องทำทั้งแบบฝึกหัด แล้วก็อ่านเตรียม เพื่อที่จะไปคุยกันในห้องวันรุ่งขึ้น การเรียนภาษาที่อเมริกา พัฒนาการจะก้าวกระโดดมากๆ เพราะทุกอย่างรอบตัวเราจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หลังจากเรียนไปสักสองเดือน เราจะกล้าพูดมากขึ้น เริ่มดูทีวีรู้เรื่อง โดยที่ไม่ต้อง เปิด subtitle (ทีวีที่นี่สามารถเปิด subtitle ได้ครับ แต่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ)

เดือนแรกที่เรียนต้องปรับตัวเยอะมากครับ โดยเฉพาะเรื่องสำเนียง เพราะถ้าพูดผิด คนที่นี่เค้าจะฟังไม่รู้เรื่องครับ แค่เน้นเสียงผิดนิดเดียว เค้าจะฟังไม่ออกทันที เวลาเรียนที่โรงเรียน มันจะมีชั่วโมง LAB มีแบบฝีกหัด ให้เราฝีกพูดใส่ไมโครโฟน ถ้าออกเสียงถูกถึงจะข้ามไปทำข้อต่อไปได้ บางครั้งเราจะติดอยู่ที่ข้อนึงนานๆ มากๆ พูดไปมากกว่าสิบรอบก็ยังไม่ผ่านสักที โดยเฉพาะประโยคยาวๆ ก็จะโดนเพื่อนแซวอีก T T

นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้อีกเรื่องความแตกต่างระหว่างสำเนียงอเมริกันและอังกฤษ ข้อสังเกตง่ายๆ นะครับ อเมริกันจะออกเสียงตัว “A” เป็น แอ เช่น คำว่า Banana จะออกว่า แบ-แน-แน (ตัวหนาคือคำที่เราต้องเน้นเสียง) บางคำ จะออกเปลี่ยนจากออกเสียง “T” เป็น “D” แทน เช่นคำว่า Water จะออกว่า วอ-เดอร์ และหลายๆ คำ คนไทยออกเสียงผิด เช่น Value ออกเสียงว่า แวล-ยู นะครับ ไม่ใช่ แว-ลู่ แบบที่คนไทยอ่านกัน

undomag.com, undomagazine, undomag

พอเริ่มสนิทกับเพื่อนๆ เลยเริ่มชวนกันไปเที่ยว ที่แรกก็ Ruby Falls แล้วก็ Rock City ครับ ขับรถไปไม่ไกลมาก ประมาณสอง-สามชั่วโมง ต้องขับข้ามรัฐไปรัฐ Tennessee ตอนแรกเลยที่ได้ยิน ก็จินตนาการไว้ว่า Ruby Falls คงเป็นน้ำตกที่น้ำเป็นสีสวยๆ แน่นอน ส่วน Rock City คงเป็นเมืองของชาวร็อคที่มีแต่คนใส่เสื้อหนัง ขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ เปิดเพลงร็อคกันทั้งเมือง (แวบแรก คิดอย่างงั้นจริงๆ นะ) แถมเพื่อนยังมาชวนกระทันหัน ข้อมูลไม่พร้อมอีกด้วย

undomag.com, undomagazine, undomag

ไปถึง Ruby Falls ก่อนครับ น้ำตกแห่งนี้อยู่ใต้ดินลึกลงไปใต้ดินถึง 1120 ฟุต (341 เมตร) ตัวน้ำตกสูง 145 ฟุต (44 เมตร) ถ้าจินตนาการไม่ออก ก็ประมาณตึกสิบกว่าชั้นนะครับ แต่อยู่ใต้ดิน ต้องลงลิฟท์แล้วเดินเท้าต่อเข้าไปอีกประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะคนจะเยอะมาก ต้องต่อแถวเดินเข้าไป – -“ ระหว่างเดินไกด์ก็จะอธิบายให้ทราบ ถึงประวัติและที่มาของชื่อน้ำตก ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับอัญมณี Ruby (ทับทิม) หรือสีของมันแต่อย่างใดครับ หากแต่เป็นชื่อของภรรยาผู้ค้นพบน้ำตกนี้ต่างหาก -*- เมื่อเดินไปถึงตัวน้ำตกจะมีเวลาให้ดูแค่ 3-5 นาทีเองครับ เมื่อชมความงามเสร็จไฟก็จะมืดลง จึงถึงเวลาที่เราต้องเดินออกให้ กลุ่มต่อไปได้เข้าไปดูบ้าง

undomag.com, undomagazine, undomag

ออกจาก Ruby Falls ก็ไป Rock City ต่อครับ เตรียมตัวมาฟังเพลงซะเต็มที่ ไม่ได้นึกถึงคำแปลอีกคำที่แปลว่า “หิน” เลย… ถึงบางอ้อครับ ถึงที่แล้วมีแต่หินจริงๆ เหมือนเป็นสวนหินที่มีหินก้อนใหญ่ๆ เยอะๆ บางส่วนก็เป็นของธรรมชาติ บางส่วนก็สร้างเพิ่มเข้าไป แต่ก็สวยไปอีกแบบครับ มีหินรูปร่างแปลก ๆ ส่วนที่เรียกความฮือฮาได้คงเป็น Fat Man’s Squeeze ครับ คือจะเป็นช่องแคบ ๆ เหมือนรอยแตกระหว่างหินสองก้อน ที่ถ้าคนตัวใหญ่เกินไปก็จะผ่านไม่ได้ (แคบจริงๆ ครับ)

อีกจุดเด่นของที่นี่คือน้ำตกและจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเขตแดนรัฐทั้งหมด 7 รัฐนั่นก็คือ Tennessee, Kentucky, Virginia, North Carolina, South Carolina, Georgia, และ Alabama เลยทีเดียว

undomag.com, undomagazine, undomag

หลังจากที่เต็มอิ่มกับสถานที่ท่องเที่ยวทั้งสองแห่งตั้งแต่เช้าจดค่ำ (จริง ๆ ช้าเพราะคนเยอะ T^T) ก็ถึงเวลากลับบ้าน เอารถแวนไปคันเดียว เพราะจะได้คุยกัน แต่ขากลับ น่าสงสารคนขับมากครับ เพราะหลับกันหมดเลย > < นับว่าเป็นการเดินทางครั้งแรกที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสนุกมากครับ เพราะบางที กว่าจะคุยกันรู้เรื่องนี่เหงื่อตกกันเลย ทั้งทำท่า ทั้งพยายามอธิบาย เพราะมีทั้งเกาหลี จีน ญี่ปุ่น แล้วก็อเมริกัน ^^”

เรื่องป่วนๆ ทั้งในชีวิตประจำวัน และที่โรงเรียนยังมีอีกเยอะเลยครับ พบกันใหม่ ฉบับหน้าครับ 🙂

photo & story by Rawin Cheasagul

Download –> UNDO Magazine
Youtube –> UNDO Magazine

Editor in Chief – UNDO Magazine
ชอบการท่องเที่ยว ดนตรียุค 90’s เก็บตกความเปลี่ยนแปลงของโลก

Comments

comments