บทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เรามีโอกาสไปตะลุยถึงบ้านนักคิด นักสร้างสรรค์สังคมตัวจริง กับ การควานหาพื้นที่ชีวิตของ สิงห์ วรรณสิงห์ ประเสริกุล กับมุมมองความคิดเชิงปรัชญาที่เต็มไปด้วยเหตุผลและความเข้าใจโลก มาติดตามพื้นที่ชีวิตของเขากันครับ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, พื้นที่ชีวิต, undomag.com, undomagazine, undomag

อะไรคือแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ทั้งในการทำงานเขียน หรือการทำดนตรี

เรื่องของการเขียน ผมว่าทุกคนเขียนหนังสือเป็นอยู่แล้ว งานเขียนเกิดจากการกลั่นความคิดที่มีอยู่ในตัว บางคนสื่อสารผ่านการแต่งนิยาย หรือ บทความต่างๆ งานเขียนของผมเกิดจากความคิด การตั้งคำถามต่างๆ ที่มีต่อโลก ช่วงหลังๆผมไม่ได้เขียนเพราะทุกอย่างมันถูกถ่ายทอดผ่านในรายการพื้นที่ชีวิตหมดแล้ว และด้วยการทำงานตรงนี้ ผมเลยรู้ตัวว่าผมไม่ใช่นักเขียนโดยธรรมชาติ ผมแค่สนุกกับการคิดและนำเสนอสิ่งต่างๆให้ทุกคนรู้ และในช่วงหลังๆ ความคิดของผมเปลี่ยนไปเนื่องจากผมอ่านนวนิยายมากขึ้น ช่วงนี้ผมก็เลยเริ่มอยากจะช่วยโลกผ่านตัวอักษรเหมือนกัน
ส่วนเรื่องดนตรีนั้น ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเวลาให้กับมันค่อนข้างมาก แล้วก็ทำออกมาหนึ่งอัลบั้ม ถ้าถามว่าทำเพราะอะไร มันเริ่มต้นมาจากตอนเรียน ที่ผมมีโอกาสเล่นดนตรีสดในงานของโรงเรียน ความรู้สึกตอนเล่นดนตรีสด คนที่เคยเล่นจะเข้าใจ มันไม่มีอะไรเทียบเท่าได้อีกแล้ว แต่พอเริ่มอัลบั้ม 2 ผมทำออกมาหนึ่งเพลง ความตึงเครียดจากการทำงานภายในวงก็เกิดขึ้น จากเพื่อนกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน จากการทำงานเพลงเพื่อแรงบันดาลใจ กลายเป็นทำตามตารางเวลา ความสุขที่ได้จากดนตรีมันก็เลยหมดไป จากนั้น พอวงแตก ผมก็ย้อนคิดกลับไปว่า บางที เราก็ไม่ได้เกิดเพื่อสิ่งนี้ซะทีเดียว ผมเห็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จ ได้เห็นบางสิ่งที่ผมไม่มี ชีวิตของผมจะอยู่ตรงไหน ผมว่า มันมีทั้งสิ่งที่เราเลือกเอง และ สิ่งที่โชคชะตาพาไป ซึ่งอาจรวมถึงพรสวรรค์ที่ได้มาตั้งแต่ตอนเกิด
ผมก็รู้สึกเบาลงไปเยอะหลังจากโดนบังคับให้ปล่อยวางจากงานด้านดนตรี และตอนนี้ก็หันกลับมาตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างเช่นทำรายการพื้นที่ชีวิต

สิ่งใดที่คิดว่า สร้างความประทับใจในการเดินทางมากที่สุด
ทริปสนุกที่สุด
ไปเคนยา ไปอยู่กับเผ่ามาไซ บ้านทุกหลังทำมาจากขี้วัว เดินออกไปเห็นทุ่งหญ้าสะวันนา พระอาทิตย์ลูกเท่ากำปั้นเหมือนเรื่อง Lion King คิดอยู่ในใจว่า นี่กูอยู่ไหนวะเนี่ย เดินไปรอบๆ ไม่มีตึกซักตึก เดินไปซักนิด ไกด์บอกว่า “มองขึ้นไปบนต้นไม้นะ มีเสือดาวกำลังซุ้มอยู่” เป็นประสบการณ์ที่ระทึกมากๆ ก็เลยรู้สึกว่า มันอิ่มกับชีวิตนะ รู้สึกโชคดีที่เกิดมาอยู่ตรงนี้นะ มีบาง moment ผมก็ไปกระโดดกับชาวเผ่ามาไซ ก็ไม่ได้สูงมาก พอดีผมกระโดดกับคนที่กระโดดได้เตี้ยที่สุดในหมู่บ้าน ผมได้คุยกับคนในหมู่บ้าน ทุกคนเคยฆ่าสิงโตกันหมด ทริปที่เศร้าที่สุด เป็นที่ รวันดา คนแอฟริกาฆ่ากันตายประมาณ 8 แสนคน ที่โหดกว่านั้น คือ คนที่มีส่วนร่วมในการฆ่ามีประมาณล้านกว่าคน เพราะว่าตอนนั้นมีการแบ่งแยกทางสังคมกันอย่างชัดเจนระหว่าง ฮูตู กับ ตุ๊ดซี่ ซึ่งต้นเหตุมาจากชาวเบลเยี่ยมที่มาล่าอาณานิคมที่รวันดาในสมัยก่อน อยู่ๆ ชาวเบลเยี่ยมก็มาวัดจมูก คนที่จมูกโด่งเป็นตุ๊ดซี่ คนที่จมูกแบนเป็นฮูตู จากจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีการแบ่งฝ่ายเป็นพวกเขา พวกเรา ผ่านกาลเวลามากว่า 100 ปี ในที่สุด การแบ่งแยกมันชัดเจนขึ้นจนมาถึงจุดแตกหัก มีการฆ่ากันจนไม่รู้สึกผิด แล้วพอผมนึกย้อนกลับมาดูประเทศไทย มันก็มีพวกฉัน พวกเธอ ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย

สื่อที่ดี จะต้องเป็นยังไง
ขอใช้คำว่า
ทำแล้วสนุกแทนสื่อที่ดีแล้วกันครับ เพราะคำว่า ที่ดี คือ ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราคิด มันก็จะกลายเป็น ไม่ดี ไป ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ตัวผมเองเชื่อในความดีนะ แต่ในที่นี้ขอใช้คำว่าสื่อที่ทำแล้วสนุกดีกว่า
สื่อที่ทำแล้วน่าจะสนุก คือ สื่อที่ไม่เกรงกลัวอำนาจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจความกลัวของตัวเอง หลายคนกลัวที่จะพูดเรื่องต่างๆ ขึ้นมา และความเกรงกลัวมัก๋นเกิดขึ้นจากระบบ ถ้าระบบนั้นผูกขาดกับทุนทหาร นายทุนเอกชน กลุ่มการเมือง มันก็เป็นไปได้ยากที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนที่ทำมาหาเลี้ยงชีพไม่เกรงกลัว แต่อย่างผมที่อยู่ ThaiPBS ผมค่อนข้างจะมีอิสระกับงานและแนวคิดการทำงาน มันเป็นระบบที่รองรับสื่อที่มีสาระ ถ้าจะสร้างค่านิยมใหม่ ก็ต้องสร้างระบบใหม่ และระบบใหม่จะไม่เกิดถ้าค่านิยมของผู้สร้างไม่เปลี่ยน

ได้เห็นพื้นที่ชีวิตของคนอื่นๆ มามากมายแล้ว เมื่อกลับมามองพื้นที่ชีวิตของตนเองแล้วเป็นอย่างไร

ผมเป็นคนที่เสพติดการเรียนรู้ ผมไม่ค่อยยอมให้อะไรผ่านไปโดยที่ผมไม่เข้าใจ บางครั้ง ผมค้นหาสิ่งที่อยากรู้จนรู้ว่าผมเข้าใจมันไม่ได้ ผมก็จะยอมรับว่าผมเข้าใจมันไม่ได้ แต่ก่อนหน้านั้นผมต้องพยายามทำความเข้าใจมันก่อน และเนื่องจากว่าผมมีโอกาสเรียนรู้อะไรหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการที่ผมต้องทำรายการเอง ผมต้องใช้ความคิดเพื่อนำเสนอเรื่องราวให้คนดู ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่คิด แต่ผมต้องคิดและต้องเข้าใจมัน ผมคิดว่าพื้นที่ชีวิตของผมตอนนี้ยังไม่มีหลักแหล่งอะไร เป็นแค่ช่วงแห่งการเรียนรู้มากๆ ช่วงหนึ่ง แต่ผมรู้ว่า ซักวันหนึ่งต้องมีวันจบ ถ้าไม่ใช่ไม่รายการจบลง ก็จะเป็นผมเองที่รู้สึกพอ รวมถึงเรื่องสังคม ปีหน้าผมอยากมีส่วนร่วมในการช่วยสังคมมากขึ้น ทื่ผ่านมาผมคิดว่า รายการพื้นที่ชีวิตมันมีประโยชน์ที่ทำให้คนได้คิด แต่เรื่องการกระทำก็เป็นส่วนสำคัญ สำคัญอาจจะพอๆกับความคิดแต่ไม่ได้สำคัญกว่า เพราะว่า ความคิดเป็นบ่อเกิดของการกระทำ บางทีรายการพื้นที่ชีวิตอาจนำไปสู่การกระทำเลยก็ได้ด้วยการเปลี่ยนความคิดคน ตัวผมเองก็ยังไม่พอใจถ้าผมไม่ได้ร่วมทำอะไรเอง เลยคิดว่า อยากทำรายการเป็นของตัวเอง สิ่งที่ผมถนัดคือ เรื่องของสื่ออยู่แล้ว อาจจะลองทำรายการใหม่ปีหน้าโดยเน้นที่การกระทำ ปกติเราเห็นปัญหาสังคมในสื่อต่างๆ เค้าจะเน้นนำเสนอปัญหา ผมก็จะเน้นเรื่องเดียวกัน เรื่องสิ่งแวดล้อม คอรัปชั่น ผมจะเน้นว่า “คุณคือคนดู ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้บ้าง” ปกติเราดูเสร็จแล้วจะทิ้งท้ายกันว่า “ขอให้ผู้มีอำนาจในเรื่องนี้ช่วยกันจัดการ ผมไม่ค่อยชอบกับคำๆนี้ แล้วคนดูล่ะ สามารถช่วยทำอะไรได้บ้าง” เราไม่เชื่อว่า คนหนึ่งคนถึงแม้เป็นคนดีแค่ไหนก็ตาม ทำงาน 1,000 ชั่วโมงจะดีกว่าคน 1,000 คนทำงาน 1 ชั่วโมง ผมเลยพยายามรวบรวมกองทัพหมด คนเราจะมีส่วนร่วมในสังคมถ้าเชื่อในบทบาทของตัวเองว่า ทำอะไรได้มากกว่านี้รึเปล่า ในฐานะสื่อ คือ คนที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเลยอย่างเรา สามารถลงไปอยู่กับมันและทำจนเกิดสิ่งเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่เราโดยที่เน้นให้คนดูดูแล้วรู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรเพื่อช่วยสังคมได้บ้าง หวังว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นจุดศูนย์กลางให้คนอยากมาทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ลำพังแต่เราทำเป็นโครงการแต่ไม่มีเครือข่ายให้มีส่วนร่วม ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร ก็ต้องใช้สื่อมวลชนนำด้วย ยกตัวอย่างเช่น น้องปลื้ม สุรบถ หลีกภัย ปีที่แล้วทุกคนยังรู้จักเค้าในฐานะลูกของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้มีอะไรชัดเจนของเค้ามากขึ้นด้วยอำนาจของสื่อ ผมเชื่อว่า ปลื้มเองถ้าจะเลือกเล่นการเมือง ก็เป็นไปได้อยู่แล้วแต่ผมดูแล้วคงไม่นะ เค้าสามารถเอาเครือข่ายของวัยรุ่นที่เค้ามี เอาไปทำอะไรต่อได้อีกเยอะเลย ดูเฉยๆ VRZO เหมือนไม่มีอะไรมาก จริงๆมันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึงสายตาวัยรุ่นให้มาสนใจตอนนี้ เพราะสื่อทุกแขนงพยายามดึงกลุ่มวัยรุ่นเข้ามามีส่วนร่วม สิ่งที่ปลื้มทำสำเร็จ ผมว่า เค้าเก่งมาก

ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดและตั้งคำถาม คิดว่าตอนนี้มีคำถามใดที่ยังหาคำตอบไม่ได้บ้าง
จริงๆ
แล้วคนเราก็คงตอบอะไรไม่ได้ทุกอย่าง ตอนนี้ผมตั้งคำถามในสิ่งที่ทำเป็นปกติอยู่แล้ว ผมเป็นคนขี้สงสัย สงสัยในอะไรหลายๆ อย่างบนโลกนี้ เช่น เรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ทำไมเป็นเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง อย่างการทำรายการพื้นที่ชีวิต ผมก็สงสัยในเรื่องของปรัชญาการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น ผมเคยผ่านช่วงวัยรุ่นที่มีแต่ความใจร้อน อยากออกไปเปลี่ยนโลก อยากทำอะไรมากมาย พอโตขึ้นมาหน่อย ได้พบกับความจริง ความยากลำบากในชีวิตก็มีมากขึ้น ผมก็เลยกลับมาตั้งหลักด้วยความคิดว่า ผมอาจจะไม่ต้องเสียสละเพื่ออุดมการณ์อะไรมากมายแต่ขอให้ตั้งใจทำอะไรดีๆ ขณะเดียวกันก็สามารถเลี้ยงตัวเองไปด้วย เน้นไปที่สิ่งที่ตัวเองทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ปล่อยมันไปก่อน
ล่าสุดผมเพิ่งไปที่คิวบา ไปตามหาแนวคิดของตำนานของ เช กูวารา ชีวิตของเช ถือเป็นงานวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของโลก ผมก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาว่า เราโอเคกับการอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัยแบบนี้รึเปล่า เห็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม สิ่งที่ไม่ดีในสังคมแล้วเรายอมรับได้ไหม ก่อนหน้านี้เราเคยผลักมันไปอยู่ในสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตกลงมันเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างของชีวิตกันแน่ แต่ทำไมเชถึงทำได้ เชเป็นลูกชนชั้นกลาง ลูกปัญญาชนเหมือนกัน แล้วสุดท้ายก็ผลักดันตัวเองไปสู่จุดที่เค้าสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แล้วเราล่ะ โอเคกับการมีเงินใช้ ได้ทำสิ่งที่ชอบตามฐานะของสังคม หรือเราควรตั้งมาตรฐานใหม่ให้ตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เราทำได้หรือไม่ได้ จุดต่างที่เราได้เจอมา คือ เช เชื่อว่า ทำได้ แต่คนทั่วไปรวมทั้งผมด้วย ก็คิดว่า ทำไม่ได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดคำถามอยู่ในใจผมตอนนี้ คำถามต่อไปคือ ถ้าอยากทำอะไรให้โลกดีขึ้น คำตอบมันต้องชัดเจนก็ว่า สิ่งที่เราจะทำ มันต้องไม่ทำร้ายโลกมากกว่าเดิม ต้องเน้นที่วิธีการมากกว่าอุดมการณ์
สุดท้าย คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบมันก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของทุกคน แต่ผมคิดเสมอว่า เดี๋ยวมันจะมีคำถามใหม่ขึ้นมาตลอด ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ช่วงหลังๆ ผมอ่านเรื่องทางปรัชญาและศาสนามากขึ้น อย่างเช่นเรื่องของศาสนาเซน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่า บางที มันอาจไม่ใช่เรื่องของมีคำตอบหรือไม่มีคำตอบ แต่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์และความเข้าใจ

ทุกวันนี้มีแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนชีวิตมาจากสิ่งใด

มีหลายทาง ความสนุกก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ถ้าไม่สนุกผมก็คงไม่ทำ เรื่องของอุดมการณ์ผมก็ยังเลือกอยู่ แต่เป็นอุดมการณ์ที่ไม่พยายามบังคับผู้อื่น ผมจะเน้นไปที่การมีกฎระเบียบกับตัวเอง และก็มีอุดมการณ์เพื่อผู้อื่น ตอนนี้พยายามตั้งต้นใหม่กับชีวิตว่า เราจะทำเพื่อผู้อื่นแล้วนะในปีหน้า ตั้งใจทำเพื่อสังคมอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันจริงๆ ผมว่ามันคือ ความสงสัยใคร่รู้ในบางเรื่องที่อาจดูไม่มีประโยชน์ แต่พอรู้แล้วมันก็จะทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้น

Interviewed by EddyJam Undomag
Photo by Pattapol Bualombai

Download –> UNDO Magazine
Youtube –> UNDO Magazine

Editor in Chief – UNDO Magazine

Related posts:

เจตมนต์ มละโยธา | นักร้อง นักแต่งเพลง | Penguin Villa
เฮียเจ็ง | ช่างซ่อมจักรยาน
Canoon - the king of uke - ukulele
ชนไม่หนี : พี่หน่อง จตุรงค์ หิรัญกาญจน์
ครูพายุ ณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม : โครงการสอนว่ายน้ำเพื่อเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ
อานนท์ ธิติประเสริฐ World Latte Art Championship (Ristr8to)
ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ กับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม
Lula : ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย
ละอองฟอง : Wind up city
Iannnnn : f0nt.com & fail.in.th
SRINLIM - ศริญญา ลิมป์ทองทิพย์
ป๋อง ณรงค์วิทย์ ทองเนตร : Zibeth Thailand
Computer arts and me : เรื่องเล่าดีๆ จากผู้หญิงที่มีชื่อว่า ณัฐจรัส เองมหัสสกุล
ฮิกาซีน
Frank นัฐพงษ์ สุทธิวิรีสรรค์ A&R ผู้คัดสรรและพัฒนาศิลปิน

Comments

comments