พี่เจ เจตมนต์ มละโยธา, Penguin Villa

เริ่มเข้าสู่วงการเพลงได้อย่างไร?
เราเตะบอลอยู่ที่ลาดกระบังตอนนั้นเรียนอยู่ที่สถาปัตย์ฯลาดกระบัง ตอนปีหนึ่งก็มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วกลับมาเตะบอลด้วยกันที่ ชื่อ พี่พิชซ่า (ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์ มือเบสวงพราว ) พี่เค้าจะเป็นคนที่รอบรู้เรื่องเพลงทางฝั่งอังกฤษเยอะมาก

แล้วพี่เค้าจะมาดีดกีต้าร์ร้องเพลงอยู่ในคณะ ตอนนั้นเราก็คิดว่า มันมีเพลงแบบนี้ด้วยหรอ ตอนนั้นเราก็ฟังแต่พวก Nirvana พี่พิชซ่าก็เอาเพลงพวกนี้มาเล่นให้ฟัง เราก็คิดมันก็เพราะดี แล้ววันนึงเราเตะบอลอยู่ พี่พิชซ่าก็ถามว่า “เฮ้ย! มีมือกลองไหม?”…….ตอนนั้นผมก็ตอบพี่พิชซ่าไปว่า “ผมนี่แหละตีกลองได้” หลังจากนั้นเราก็ไปทำเพลงเดโม่ที่บ้านพี่พิชซ่า คิดลายกลองตอนนั้นผมก็คิดว่าเพลงนี้ลายกีตาร์มมันก็น่าจะได้ คือ จริงๆแล้วผมเล่นกีต้าร์แต่ตีกลองได้ ไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้มันผ่านไป เราก็เลยรู้สึกว่าไปตีกลองก็ได้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปถึงเราก็เข้าเริ่มเข้าไปยุ่งกับลายกีตาร์ของเพลง ไปๆมาๆพี่พิชซ่าก็…เออ!ไปเล่นกีต้าร์ดีกว่ามั๊งเนี่ย?…….ก็เลยมีมือกีต้าร์ 2 คนของวงพราว…..หลังจากนั้นเราก็มีนักร้องนำเข้ามา ทีแรกเราว่า จะร้องกันเองคิดไปคิดมาไม่ Work แล้วตอนนั้นก็ยังร้องไม่เป็นตอนนี้ร้องเป็นขึ้นมานิดนึง แล้วเราก็เลยหานักร้องกันแล้วก็ไปได้พี่เล็ก ซึ่งเป็นนักร้องนำวงพราวในปัจจุบัน ที่แรกพี่เล็กมาช่วยทำ MV กับพี่ปุ๊ย ตีสิบ ตอนนั้นพี่ปุ๊ยเป็นผู้กำกับอยู่และยังเป็นรุ่นพี่ที่นิเทศฯที่ลาดกระบัง ได้พาพี่เล็กมาซึ่งเพลงแรกในยุคนั้นของวงพราว คือ เพลงเหรียญสลึงของวงพราว ตอนนั้นยังเป็นพี่พิชซ่าร้องอยู่เลยครับ พอพี่เล็กเข้ามาเราก็เห็นหน่วยก้าน คือเราได้เห็นพี่เล็กร้องแพลงตั้งแต่สมัยเรียนเราก็เลยไปชวนพี่เล็กมาร้องเพลง และนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของเราที่ได้ทำดนตรี ตอนนั้นที่เริ่มทำเราก็ไม่ได้คิดจริงจังมาก เราก็แค่สนุกๆ แล้วอีกอย่างมีสาเหตุและตัวแปร คือ ก่อนหน้านี้เราเคยปฏิเสธวงวงหนึ่งที่ชื่อ “วงครับ” มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า ถ้ามีโอกาสเข้ามาอีกเราจะไม่ปล่อยมันไป ตอนแรกพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ มือเบสวงครับ) ที่ตอนนี้เป็นผู้บริหาร Smallroom เคยมาชวนไปเล่นเบสในวง ตอนนั้นผมก็บอกพี่เค้าไปว่าผมอยากเล่นกีต้าร์ อีโก้ อีโก้หน่อย ซึ่งสมัยนั้น วงครับ เป็นวงที่แบบเทพเลย ผมก็คิดนะ ถ้าตอนนั้นเราไปอยู่วงครับชีวิตผมก็คงเป็นอีกแบบหนึ่ง พอพี่พิชซ่าชวนไปตีกลองผมก็เลยตัดสินใจว่าไปตีกลองก็ได้เพราะตอนนั้นอยากทำเพลงแต่ก็ปรากฏว่าผมได้กลายเป็นมือกีต้าร์ หลังจากนั้นเราก็ได้เรียนรู้บรรยากาศของการทำเพลงการแต่งเพลง ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดแต่จะเล่นกีต้าร์ แล้วอยู่มาวันหนึ่งผมก็คิดอยากจะแต่งเพลงขึ้นมา

แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงครั้งนั้น ?
ตอนนั้นที่คิดอยากจะแต่งเพลง เราก็ยังไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีวัตถุดิบ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสที่จะต้องแต่งเพลงอย่างจริงจัง แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องราวที่มาสร้างแรงบันดาลใจ คือว่า ช่วงนั้นคือมันวัยรุ่นมาก มีรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา ตอนนั้นเราก็เป็นพี่ปีสอง ที่แบบว่าพอมีรุ่นน้องปีหนึ่งเข้ามา พวกเราก็จะไปดูแฟ้มที่น้องๆเข้ามารายงานตัวก่อนเลย แบบว่ายังไม่เห็นหน้าเราจะไปดูรูปในแฟ้มก่อนเลยว่าน้องคนไหนน่ารัก เราก็ไปดูรูป เห็นน้องคนหนึ่งหน้าตาน่ารักมาก แล้วเราก็เก็บเอาหน้าน้องไปฝัน ซึ่งมันก็ตลกดี ซึ่งในฝันคือหลงตัวเองมากเลยนะ คือจะมีน้องผู้หญิงเข้ามาทักทายแบบเรียงแถวด้วยนะ แล้วพอถึงคนสุดท้ายในแถวเป็นน้องที่หุ่นดีแบบนางแบบเลย เค้าก็คือ น้องคนที่ผมเห็นในรูปแล้วเก็บเอาไปฝัน ปรากฏว่าในฝันนะน้องคนนี้ไม่ทักเราเค้าเดินเลยไปเลย เราก็เลยตื่นขึ้นมาแล้วประโยคแรกที่เกิดขึ้นมาก็คือ เธอคือความฝัน….. 
 แล้วหลังจากที่เราฝันเราก็ได้เจอน้องเค้าตัวจริง น้องเค้านั่งกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารของคณะ เราก็แอบมองน้องเค้าอยู่ แล้วน้องเค้าก็ลุกยืนขึ้นมา ตอนที่น้องเค้าลุกยืนเราก็คิดว่า…นี่น้องเค้ายืนแล้วหรอ คือน้องเค้าตัวเล็กแต่น้องเค้าน่ารักมาก คืนในฝันน้องเค้าหุ่นนางแบบมาก
ถ้าเล่าจริงอาจจะเลี่ยนมาก ก็คือว่า น้องคนนั้นก็คือแฟนของผมในปัจจุบัน ผมก็ได้แต่งเพลง เธอคือความฝัน ขึ้นมาแล้วแพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงฮิตของวงพราวไปด้วยอะไรก้อไม่รู้
ตอนแรกเพลงนี้จะไม่ได้อยู่ในอัลบั้มซะด้วยซ้ำเพราะว่ามัน Popไป มันไม่อัลเตอร์ แล้วหลังจากนั้นเราก็เลยรู้สึกว่านี้ขนาดเพลงแรงของเรา เรายังทำได้ขนาดนี้เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะทำอะไรแบบนี้ได้เลยเป็นแรงบันดาลใจของเรา พอมาช่วงปิดเทอมซึ่งตรงกับที่วงพราวหมดช่วงโปรโมท หลังจากที่เราเล่นมากันได้ปีกว่า และช่วงปิดเทอมจำได้ว่าตอนนั้นเราแต่งเพลงไว้ประมาณ 80 เพลงได้ จำได้ว่าช่วงปิดเทอมเราก็สะเดาะกลอนห้องเล็คเชอร์เปิดแอร์ เข้าไปสิงนั่งแต่งเพลงในนั้นเย็นสบาย (น้องๆอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ ฮา) แต่งแล้วก็อัดใส่เทปไว้ เราจะแต่งเพลงเก็บไว้ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าจะมาแต่งเพลงเราคิดว่าเราต้องเป็นสถาปนิก แต่ตอนที่เรียนจบใหม่เป็นช่วงฟองสบู่แตกงานที่เกี่ยวกับสถาปัตย์งานที่เกี่ยวกับงานก่อสร้างมันไม่ค่อยมี แล้วบังเอิญเราก็ได้ไปทำงานกับพี่พิชซ่าอีกแหละ คือ บ้านพี่พิชซ่าทำรับเหมาก่อสร้างตอนนั้นเราไปทำที่ภูเก็ตแฟนตาซีไปทำในส่วนอินทีเรีย เราไปเป็นโฟว์แมน พองานเสร็จเราก็กลับมากรุงเทพ ตอนนั้นเราก็เป๋ ๆ กับชีวิตว่าจะเอาอย่างไรว่า จะเรียนต่อไหม ตอนนั้นก็งงๆ พี่พิชซ่าก็ชวนมาทำเพลงอีกครั้งให้เราลองมาใช้โปรแกรมในการแต่งเพลง พี่พิชซ่าก็บอกว่าเดียวนี้เค้าใช้คอมพิวเตอร์ในการทำเพลงแล้วนะ เราเข้ามาในตอนนั้นก็มีพี่พิชซ่า พี่แจ๊ค มือกีต้าร์วงพราวอีกคน พี่รุ่งโรจน์ วงครับ พี่สามคนกำลังทำเพลงแบบที่เป็น Showreal คือ เหมือนกับการทำเพลงเดโม่ว่า เราสามารถทำเพลงแนวไหนได้บ้าง Electro , Pop , Rock หรือ ทำเพลงลูกทุ่งก็ได้เพื่อเป็น Portfolio เพื่อไปเสนองานตามบริษัทต่างๆ เพื่อที่จะให้เค้าจ้างเราไม่ว่าจะเป็นการทำเพลงโฆษณา เพลงหนัง เพลงประกอบรายการ อะไรทำนองนี้ ผมก็เข้าไปเล่นๆเหมือนเข้าไปฝึกงาน มันก็เลยเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของ Smallroom แล้วเราก็เริ่มมีงานโฆษณาเข้ามาเราก็ทำเพลงไปเรื่อยๆแต่ตอนนั้นยังไม่ใช้ชื่อว่าเป็นบริษัท Smallroom ตอนนั้นเราก็แค่คิดว่าทำงานหาเงิน

การทำเพลงโฆษณาต่างจากการทำเพลงในอัลบั้มอย่างไร ?
ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้ก็ทำไปเรื่อยๆ ตอนแรกผมก็เริ่มศึกษาการเรียบเรียง การทำทำนอง ซึ่งมันก็เกิดจากการฟัง ว่าเพลงแบบนี้เป็นอย่างไร มันก็เหมือนการแกะเพลง การเข้าถึงอารมณ์เพลงนี้ว่าเป็นอย่างไร การดำเนินไปของเพลง มันส่งผลอย่างไรกับความรู้สึกของเรา เราก็ต้องมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้มันสนุก ให้มันซึ้ง ให้มันหวาน อันนี้ก็เริ่มเรียนรู้จากการฟังทั่วๆไป เพราะเวลาเราทำเพลงโฆษณามันจะมีเพลงไกด์มาให้เรา เพราะจะได้เห็นไปในทิศทางตรงกันเราก็ต้องเริ่มศึกษาจากเพลงไกด์ที่เค้าให้มาว่ามันเรียบเรียงอย่างไร แล้วเราก็เริ่มเรียนรู้ไปหลังจากนั้นประมาณสักปีหนึ่งเราก็เริ่มคล่องแคล่วในการทำเพลงมากขึ้น

เพลงโฆษณาที่คนรู้จักมีเพลงอะไรบ้าง ?
การทำเพลงโฆษณามันดีอย่างคือเราได้นำเสนอตัวตนของเราแฝงเข้าไปในนั้น ซึ่งมันส่งผลต่อคนฟังทำให้คนฟังรู้สึกคุ้นหูเรามามากขึ้น ส่วนเพลงโฆษณาที่คนรู้จักได้ยินบ่อยสุดก็น่าจะเป็นเพลงโฆษณาของ Dtac เพลง Feel Good ที่เป็นเพลงผิวปากมีเนื้อร้องที่ติดหูว่า “ ทุกครั้งก็ยังสงสัย เมื่อทำอะไรที่ดูไม่มีความหมาย ” แล้วก็อีกฝั่งหนึ่งของค่ายโทรศัพท์คือ AIS “แค่เพียงอาทิตย์ละครั้งเราได้ใช้เวลาด้วยกัน อาทิตย์ละครั้ง ” แล้วก็มีบิวตี้ ดริ้ง มีเนสกาแฟ อันนี้ทำให้กอล์ฟวงSuperbaker ร้อง ที่ร้องว่า…..“ รู้ไหมอะไรที่ทำให้เราได้พบกัน”…… การที่เราจะทำเพลงโฆษณาให้ติดหูจะว่ายากมันก็ไม่ยาก จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่ายเราต้องทำให้คำมันเป็นกราฟฟิก ทำให้มันเห็นภาพ ต้องทำให้เมโลดี้ที่ง่ายๆน้อยๆไม่น่าเบื่อ

เคยรู้สึกท้อในการทำเพลงบ้างไหม ?
ถ้าในแง่ของการทำเพลงโฆษณาจะไม่ค่อยมีมุมที่ท้อเพราะมันจะมี Deadline ที่เราต้องส่ง คือมันจะไม่มีช่วงเวลาที่ตัน เพราะมันจะต้องคิดให้ออก มันต้องส่งแล้ว เวลาช่วงที่เริ่มลังเลว่าเพลงโฆษณามันทำความต้องการของคนอื่น ซึ่งในธรรมชาติของนักดนตรีมันมีความเป็นศิลปิน ความอีโก้ ความไม่เน้นขาย คือ เราว่าคนที่ทำงานศิลปะมันต้องมีอีโก้ระดับหนึ่งไม่อยากให้ใครมาแก้มาเปลี่ยน แล้วการทำเพลงโฆษณามันต้องมีการแก้การเปลี่ยนมันเลยทำให้รู้สึกไม่ค่อยดี หลายครั้งเราก็รู้สึกอยากทำเพลงแบบของตัวเองก็เลยเป็นจุดที่ได้คุยกันกับพี่รุ่ง ว่าเราต้องลดบทบาทของเพลงโฆษณาลง เราจะแต่งเนื้อร้อง จะไม่ได้ลงไปโปรดักชั่นแบบเต็มๆเหมือนแต่ก่อน จะเป็นเหมือนที่ปรึกษาให้น้องๆที่เริ่มเข้ามาทำงานตรงนี้ เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ทำเพลงของตัวเองเดียวจะแก่ซะก่อนที่จะกระโดดได้ นั้นก็เลยเป็นช่วงเวลาที่เราได้กลับมาทำเพลงอีกครั้ง

มาเริ่มทำอัลบั้มเป็นของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า Penguin Villa ได้อย่างไร ?
ช่วงนั้นมันเริ่มมีบรรยากาศของวงการเพลงไทยมันไม่ค่อยสนุกเราก็เลยคิดว่ามันขาดอะไรไปบางอย่าง เราก็เลยคุยกันเรื่องทำอัลบั้ม แล้วอัลบั้ม Smallroom 001 ก็ได้เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นแต่การที่เราคิดที่จะทำอัลบั้มมันยากที่จะทำวงวงหนึ่งขึ้นมาแล้วทำเพลง มันยากกว่านั้น เราต้องคิดเยอะมาก เราก็เลยคิดว่าเราไปชวนเพื่อนๆมาทำเพลง คนละเพลงดีกว่า มันง่ายดี โดยใช้ Theme ว่าเป็น Pop นะ แต่เป็น Pop ในแบบของแต่ละคน คือให้แต่ละคนทำเพลงให้มีความต่างกันในตัวเพลงเพื่อให้เป็นทางเลือกของคนฟัง คือพวกเราถ้าเรียกกันในสมัยนี้ก็คงเป็นเด็กแนวแต่เป็นเด็กแนวใน 10 ปีที่แล้ว เราก็เริ่มทำกัน โดยผมก็ได้ทำเพลงหนึ่งโดยใช้ชื่อวงว่า Penguin Villa ชื่อวงก็อ้างอิงมาจากการ์ตูน ดร.สลัมกับหนูน้อยอาราเล่ คือผมไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร ซึ่งผมก็ชอบ เพนกวินด้วย ผมก็เลยนึกถึงหมู่บ้านเพนกวิน ผมก็เลยใช้ชื่อนี้
เราทำเพลงกันโดยทุกวงต้องมาผ่านการโปรดักชั่นที่ Smallroom แล้วผมก็ได้เรียนรู้การทำเพลงที่มันหลากหลายจากเพื่อนๆแต่ละวงที่เข้ามาทำด้วยกันมีทั้ง Stylist Nonsense ในปัจจุบัน ป๋าเต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) ก็เคยทำด้วยกัน แต่ตอนนั้นใช้ชื่อวงว่า โบนัส มีพี่ซีส (ดีเจซีส นรเศรษฐ หมัดคง), วงสี่เต่าเธอ พอทำออกมาปรากฏว่าก็มีแฟนๆที่ติดตามพวกเรามาจากช่วง อัลเทอร์เนทีฟ ที่เป็นแฟนวงครับ, วงพราว, วงสี่เต่าเธอ ก็ติดตามพวกเรา ขณะเดียวกัน มันก็มีบรรยากาศของความเป็นอินดี้เข้ามาพร้อมๆกัน มีวิทยุคลื่น Fat ในปีแรก แล้วมาพอดีตรงที่เราทำอัลบั้มนี้ มันก็เลยทำให้เรามีที่เผยแพร่ เราก็เลยส่ง Single ที่มีชื่อว่า จิตรกรรม ไปที่ Fat แล้วก็ขึ้นอันดับ 1 ถึง 4 สัปดาห์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี เราก็คิดว่ามีคนฟังเรา เราก็เลยเริ่มลุยต่อ แล้วมันก็เลยทำให้คนที่ทำเพลงเข้ามาหาเรา มันก็เลยกลายเป็นค่ายที่มีศิลปินในแบบเดียวกับเราเข้ามาหาเรานั่นก็เลยทำให้เราได้ทำค่ายเพลงอย่างจริงจังมากขึ้น แล้วก็ได้มีอัลบั้มเดี่ยวของผมที่มีชื่อวงว่า Penguin Villa ในอัลบั้ม “ออกไปข้างนอก” ตอนนั้นอัลบั้มออกไปข้างนอกมันก็เกิดจากเพลงที่เราแต่งๆ เอาไว้ที่บอกไว้คราวแรกที่ว่าแต่งเอาไว้ 80 เพลงที่เริ่มเข้ามาทำ Smallroom เราก็อยากเอาเพลงที่เราแต่งเอาไว้มาทำให้มันเป็นเพลงอย่างจริงจังมากขึ้น เราก็เลยเอาเพลงเข้ามาในจังหวะนี้ พอผมได้เอาเพลง 80 เพลงกลับมาฟังแล้วรู้สึกว่ามันใช่ไม่ได้เลย ก็ไม่น่าเชื่อว่านอกจากเพลง เธอคือความฝันแล้ว เพลงที่เหลือเป็นเพลงอะไรไม่รู้ แต่ก็มีที่เล็ดลอดมาได้ใน 80 เพลงก็มีเพลงที่ชื่อว่า เครื่องมือ แล้วอีกเพลงคือเพลง Frog ที่เหลือในอัลบั้มออกไปข้างนอกแต่งใหม่หมดเลย

ในอัลบั้มใหม่ Live in Penguin Villa สมาชิกทั้ง 4 คนมารวมตัวกันได้อย่างไร ?
ตอนที่เราทำ Penguin Villa ชุดแรก เราทำคนเดียว เหมือนอยู่คนเดียวในถ้ำ เหมือนพูดคนเดียว ตะโกนคนเดียว เวลาไปเล่นสดคนที่มาช่วยเราตะโกนนั้นคือ Backup ผมก็เลยรู้สึกว่าเค้าตะโกนไปในทิศทางที่เรารู้สึกแปลกๆ เวลาเค้ามาเล่นลายกีต้าร์ที่เราเล่น มันรู้สึกแปลกๆ ก็เลยคิดว่าถ้าเราทำวงขึ้นมาแล้วให้วงเล่นตอนบันทึกเสียงด้วยไม่ได้เป็นแค่ backup มันน่าจะสื่อสารมีอะไรที่มันน่าสนใจมากขึ้น เราไม่ได้ตะโกนออกไปคนเดียวเราอาจจะพูดออกไปพร้อมกันทั้ง 4 คน ส่วนตัวผมก็เคยทำวงมาก่อนเราคิดถึงบรรยากาศของการทำวงดนตรีขึ้นมาก็เลยชวน ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่เราเคยเล่นกันมาใน Smallroom ชุกแรก ก็เคยให้ตั้มมาช่วยเล่นในการเล่นสด เราก็คิดถึงตั้มมาตลอด ก่อนหน้านั้นผมก็ชวนกระชาย (วง Death of A Salesman ) มาเล่นเบสแต่กระชายอาจจะมีเวลาไม่พอเพราะกระชายมีงานประจำ แต่ว่าตั้มไม่ได้ทำงานประจำ ตั้มเขียนการ์ตูน HeSheIt หลายคนคงรู้จัก ผมก็ถามตั้มว่า ตั้มจะมีเวลาพอหรือเปล่า ตั้มก็บอกว่า ตั้มอยากออกเทป ตั้มอยากทำเพลงด้วย ผมก็เลยถามตั้มว่า ตั้มจะมีเวลาพอเหรอ เพราะการ์ตูนของตั้มก็ประสบความสำเร็จ ถ้ามาทำเพลงมันจะไม่เบียดเบียนเวลางานของตั้มหรอ
ตั้มก็ให้คำตอบมาว่า………“เราก็เหมือนน้ำ คือ มันมีบางอย่างที่เราเจอ บางวัตถุเราเจอแล้วเราก็เข้าไปในตัวมัน หรือบางทีเราก็แค่กระทบแล้วเราก็ผ่านไป แต่นี้เราเจอแล้วเราสามารถเข้าไปในตัวมันได้”………… ผมก็คิดในใจว่านั่นคือคำตอบเหรอ? (ฮา)……. ง่ายๆ ก็คือ ตั้มก็อยากทำเพลงนั้นแหละ ส่วนมือเบส เนม สุธัช นฤนาทวานิช เป็นลูกศิษย์ของคุณเช่ The Richman Toy เนมมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ เค้าชอบเพลงAcrophobia เค้าชอบเพลงเรา ถ้าเค้าไม่ชอบมันก็อาจจะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง มือกีตาร์ เอ็ด สกุลชาย จูฑะพล เป็นมือกีตาร์ของญารินดานั่นเอง แล้วคุณเอ็ดก็ยังเป็นโปรดิวเชอร์อยู่ที่ Smallroom ด้วย เราก็จะเคยเห็นฝีมือกันมาก่อน เราก็เลยรวมตัวกันไปเล่นงาน Fat เหยียบ 10 จริงๆแล้วพวกเราเหมือนเพิ่งจะทำวงกัน มันไม่เหมือนวงอื่นๆที่เค้ารวมตัวกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย หรือสมัยมัธยม มันเลยเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องลุยกันอีกยาว ต้องสู้กันอีกนาน เราก็คิดว่ามันเป็นการเริ่มต้นทั้งหมดเลย และมันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วบรรยากาศมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ณ ถึงวันนี้ก็น่าจะ 3 เดือนกว่าแล้วเราเริ่มมีการบันทึกเสียงอัดพร้อมกันในอัลบั้มเล่นดนตรีพร้อมกัน 4 ชิ้น

ได้ดู MV ใหม่ เพลง Good Morning หลายคนสงสัยว่าทำไมมันไปคล้ายๆ MV เพลงจำทำไมของ วง Tattoo Colour อันนี้มีที่มาที่ไปยังไง?
มันเริ่มจากตอนที่เราทำเพลงโฆษณามันก็จะมีช่วงเวลาเดินทางเราก็จะแต่งเพลงไว้เยอะ แล้วเพลงมันก็น่าทำ เราเลยเลือกเพลง Good Morning คือก่อนที่จะออก Single เราได้เคยเล่นให้หลายๆคนในบริษัทได้ฟังนานแล้ว หลายๆคนชอบ เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะเริ่มด้วยเพลงนี้แหละ เราก็เลยส่งแพลง Good Morning เป็น Single แรกของอัลบั้ม ก็มีเสียงตอบรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่เราได้ปล่อยเพลงนี้ออกไป มันค่อนข้างที่ยังเงียบซึ่งทาง Smallroom ก็เริ่มวิตก เพราะมันมีปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้วิตกคือว่าโปรเจ็คปีนี้ที่ Smallroom เปิดตัว เรียกว่า 8 สยาม คือ 8 อัลบั้ม 8 วงดนตรี ทั้งหมดก็มี Slur, จิดา, Superbaker, Tattoo Colour , เป้ อารักษ์, มารีญา, The Jukks และ Penguin Villa เพลงที่ส่ง Single ไปอย่าง แกล้งป่วย ของ จิดา , ออกซิเจน ของ Superbaker , เซโรงัง ของ Slur , ลับสุดยอด ของ Tattoo Colour ส่งไปแล้ว “มา”(ดัง)หมด ส่วนเพลง Good Morning ช่วงอาทิตย์ สองอาทิตย์แรก เหมือนกับเงียบ ยังไม่ค่อยมา เราก็เลยวิตกกันว่ามันเป็นเพราะไร?ทำไมเพลงที่พวกเราชอบมันยังไม่มา เราก็เลยกลับมาคิดว่า เพลงนี้มันเป็นเพลงที่สบายๆ ฟังเรื่อยๆ เราก็ปล่อยมันไปให้คนฟังได้ทำความเข้าใจกับเพลงไปเรื่อยๆ แล้วก็ส่งต่อกันไป พอหลังจากนั้นปรากฏว่า มันมา! เราก็มาคิดว่าทำยังไงให้มิวสิควีดีโอ มันได้ทำงานต่อหลังจากที่ผลมีการตอบรับที่ดีแล้ว
เราก็มาคุยกับพี่รุ่งว่าเพลง Good Morning เป็นเพลงที่ฟังสบายเราก็น่าจะทำ MV ให้แบบสวยๆ นั่งเหงาๆ เอาก็ได้ พี่รุ่งก็บอกว่าไม่ได้มันต้องทอล์ค! พี่รุ่งก็เลยเสนอขึ้นมา ที่แรกเราก็ลองเปิดหนังลองหาภาพอ้างอิงวาภาพมันน่าจะเป็นโทนไหน ก็ดู Youtube เปิดไปเรื่อยๆก็ไปเจอเพลง จำทำไม ของ Tattoo Colour เราก็เลยตกลงกันว่าจะเอาแบบนี้ แต่ให้น้องได๋ ไดอานา Happy ขึ้นมา พอทำออกมาผมว่าภาพมันก็สวยดีแล้วการทำ MV แบบนี้มันก็เป็นประเด็นให้ทีม PR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ยังไงตัวเพลงนี้มันก็ได้ทำงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมเลยไม่ได้ซีเรียสว่า MV มันต้องขยี้อะไรมากมาย พวกเราก็ทำหน้าที่ถ่ายถอดเพลงนี้ในการแสดงสด

ในอนาคตมีโอกาสที่จะกลับไปรวมวงกับวงพราวอีกหรือเปล่า ?
มีครับ ผมยังรู้สึกว่ายังชอบเป็นมือกีตาร์ ชอบมากพอ ๆ กับการออกมาร้องเพลงนะ และผมคิดว่านักร้องที่ Peak ที่สุดของผมก็คือ พี่เล็กวงพราวนี่แหละ ก็เลยรู้สึกว่าวันหนึ่งจะกลับไปทำงานรวมกับพราวอีกครั้งแต่คงจะลดการกระโดดการโยกหัวลง ผมว่าทุกคนก็ยังคงคิดถึงวงพราวอยู่ และผมก็ยังคิดถึงเสียงพี่เล็กอยู่ ผมมีหลายเพลงที่แต่งแล้วยังรู้สึกว่าเพลงนี้พี่เล็กน่าจะได้ร้อง ผมก็ยังเก็บไว้อยู่เลย

จะให้ช่วยแนะแนวคิดให้กับน้องๆที่อยากจะเข้ามาสู่วงการเพลงแบบนี้?
ถ้าเราอยากทำจริงๆก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากทำจริงขนาดไหน ขนาดผมที่ไม่รู้ว่าทำจริงหรือเปล่ายังมาถึงได้ขนาดนี้ หรือว่าถ้ายังไม่รู้จริงๆลองดูก่อนก็ได้ยิ่ง ถ้ารู้นิดๆ ยิ่งดีใหญ่เลยว่าเรารู้ว่าเราอยากทำเพลงแล้ว
 ยิ่งตอนนี้มันมีช่องทางการเรียนรู้หรือการที่เราจะไปติดต่อใครที่ทำเพลงเดียวนี้มันง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ อินเตอร์เน็ตก็มีเยอะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนรู้จัก แล้วดูว่าเราพร้อมที่จะลุยแค่ไหนแล้วก็การทำเพลงมันมีหลากหลายรูปแบบ อาจจะเริ่มจากการทำเพลงคนเดียวกับคอมพิวเตอร์ เราก็ลองไปศึกษาดูหรือว่าจะทำกับเพื่อน 2 คน 3 คน ทำเป็นวง หรือไม่ชอบทำเป็นวงก็ลองทำคนเดียวแล้วก็มาดูอีกว่าเราอยากทำอัลบั้มหรือเปล่า หรือเราอยากทำเพลงประกอบโฆษณา Jingle เพลงประกอบรายการ ประกอบหนัง ถ้าเราชอบที่จะทำเพลงลองดูง่ายๆว่าในชีวิตประจำวันเราเจอเพลงในอะไรบ้างในหนัง ในวิทยุ ในเพลงที่เป็นอัลบั้ม มีมากมาย แล้วลองสังเกตตัวเองว่าเรารู้สึกว่าอะไรมันมาโดนเรา แล้วเราลองมุ่งมั่นกับมันดู แล้วมันจะทำให้เราสนุกและอยู่กับมันได้

Download –> UNDO Magazine
Youtube –> UNDO Magazine

Editor in Chief – UNDO Magazine

Related posts:

Canoon - the king of uke - ukulele
หมอฟ้า | โครงการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก
The Duang (เดอะดวง)
ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ | Cee Me Again
ชนไม่หนี : พี่หน่อง จตุรงค์ หิรัญกาญจน์
ครูพายุ ณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม : โครงการสอนว่ายน้ำเพื่อเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ
อานนท์ ธิติประเสริฐ World Latte Art Championship (Ristr8to)
ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ กับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม
Lula : ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย
ละอองฟอง : Wind up city
Iannnnn : f0nt.com & fail.in.th
SRINLIM - ศริญญา ลิมป์ทองทิพย์
ฮิกาซีน
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล : พื้นที่ชีวิต
Frank นัฐพงษ์ สุทธิวิรีสรรค์ A&R ผู้คัดสรรและพัฒนาศิลปิน

Comments

comments