เอารูปเมื่อเจ้าพาหนะสองล้อที่แสนเรียบง่ายอย่าง”จักรยาน”ได้ถูกพูดถึงและกลายเป็นกระแสที่คนสนใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้บรรดาสื่อต่างก็ให้ความสนใจและนำเรื่องราวของจักรยานมาพูดถึงในแง่มุมต่างๆ ปัจจุบันจักรยานไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่มันได้กลายเป็นวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ความนิยมของจักรยานที่เติบโตขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนเริ่มมองเห็นประโยชน์ของมันและอยากขี่กันอย่างจริงจังมากขึ้น มองซ้ายมองขวาก็เริ่มเห็นคนปั่นเจ้าสองล้อชนิดนี้กันทั่วเมืองแถมยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทั่วไปที่ใช้จักรยานกันมานานแล้ว เด็กๆวัยรุ่นทั้งหลาย หรือแม้แต่เหล่าศิลปินและดาราชื่อดังอีกมากมายก็ยังมาร่วมแจม
แน่นอนว่านิตยสารวัยรุ่นชื่อดังอย่าง a day ก็คงไม่พลาดที่จะให้ความสนใจเรื่องจักรยานด้วยเช่นกัน

ทรงกลด บางขี่ยัน, a day magazine, undomag.com, undomagazine, undomag

แต่จะทำอย่างไรที่จะนำเสนอในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร เพราะแน่นอนว่านิตยสารฉบับอื่นๆก็คงนำเสนอเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน นับว่าโจทย์หลักที่ท้า a day ให้ต้องแก้ปัญหา เพื่อที่จะนำเสนอเรื่องราวในมุมที่ต่างออกไป a day อยากเล่าเรื่องราวของคนขี่จักรยานเพื่อชวนให้คนมาขี่จักรยาน แต่ก่อนที่จะชวนคนอื่นออกไปปั่น a day เริ่มต้นจากการจูงจักรยานของตัวเองออกมาปั่นก่อน เพื่อไปตามหาคนขี่จักรยานและพูดคุยกับคนเหล่านั้นที่อยู่ทั่วประเทศไทยในระยะทั้งหมด 45 วัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อมือใหม่หัดขับอย่างพวกเขาสามารถปั่นได้ ผู้อ่านก็ออกมาปั่นได้เช่นกัน
“มาปั่นจักรยานด้วยกันเถอะ” นั่นคือสิ่งที่ a day อยากจะบอกกับเรา

พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสาร a day ได้เล่าถึงที่มาของ a day ฉบับนี้ให้ฟังว่า จากการที่จักรยานกลายเป็นกระแสที่มาแรงและในระดับโลกนั้นได้พูดถึงการใช้จักรยานเอาไว้ว่าเมืองในอนาคตควรจะเป็นเมืองที่เหมาะกับจักรยาน ในเมืองใหญ่ทั่วโลกอยากจะให้คนหันมาใช้จักรยานมากขึ้น เพราะแก้ปัญหาทั้งสิ่งแวดล้อม แล้วยังทำให้เมืองน่าอยู่อีกด้วยและนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้น

“พี่ก็สนใจแต่คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก พอกลับมามองเมืองไทยเราก็จะมีข้อจำกัดที่ทำให้คนไม่อยากขี่จักรยานเยอะ เลยรู้สึกว่าเรื่องการขี่จักรยานในเมืองนอกมันเป็นเรื่อง่ายเพราะอากาศมันดี แต่พอกลับมาเมืองไทยแล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก พี่เลยไม่คิดจะขี่ ติดกับข้อจำกัดนี่ล่ะครับ ว่าจะขี่ยังไง ร้อนก็ร้อน ถนนก็ลำบาก แค่สนใจเท่านั้นเองแต่ไม่ได้เริ่มขี่”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคนหันมาสนใจปั่นจักรยานเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่การออกกำลังกาย แฟชั่น และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมาของ Fixgear ได้ทำให้วัยรุ่นสนใจและเป็นแฟชั่นมากขึ้นจนกลายเป็นไลฟสไตล์อีกแบบหนึ่ง ด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้บรรณาธิการของเราเปลี่ยนมุมมองไปจากเดิม

“คือตอนแรกสุดมองไปที่ประเทศต่างๆ เห็นว่าจักรยานมันเกิดขึ้นได้เพราะว่ามีระบบในเมืองมันเกิดขึ้นก่อน ของฝรั่งมีระบบกฎหมายทำให้จักรยานมันเกิดขึ้นได้ ซึ่งในเมืองไทยไม่มีก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเวิร์ค จนกระทั่งเจอเคสในเมืองไทยซึ่งคนขี่ก่อน คนสนใจขี่แล้วพยายามผลักดันให้เกิดนโยบายเกี่ยวกับจักรยานในเมืองมากขึ้น พอเห็นคนขี่เยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเออ น่าสนใจนะว่าทำไมคนถึงขี่จักรยานกัน ทั้งๆที่เราก็มองว่าเมืองไทยมีข้อจำกัดมากมาย ก็เลยอยากรู้ตรงนี้”

เมื่อ a day จะทำฉบับจักรยาน แต่ถ้าจะให้พูดเรื่องเชิงนโยบาย ว่าทั่วโลกมีนโยบายอะไร แล้วเมืองไทยควรจะเป็นแบบไหน ก็คงเป็นเรื่องใหญ่เกินไป อีกทั้งยังมีคนพูดไปแล้วก็เยอะ a day จึงพยายามมองหาเรื่องราวในแง่มุมอื่นที่แตกต่าง แต่ก็พบว่ายังมีอุปสรรคขนาดใหญ่ที่ต้องเผชิญ

“เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อปีกว่าๆ วันที่เรานั่งคุยกันว่าจะทำเรื่องจักรยานกัน ให้ทุกคนกลับไปคิดว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง แล้วก็กลับมานั่งประชุมกัน ในวันที่เรานั่งประชุม ก็มีคนถือนิตยสาร”สารคดี”เล่มใหม่มาด้วย(หน้าปกเรื่องจักรยาน) พี่ก็คิดว่าคงไม่ซ้ำหรอก ก็เปิดสารคดีดู ปรากฏว่าทุกอย่างที่พูดกันมาอยู่ในสารคดีหมดแล้ว และที่สำคัญคือเขาทำดีกว่าเราเยอะเลย สิ่งที่เค้าหามามันเยอะกว่าที่เราคิดได้เยอะมาก ก็คิดว่าเราคงแพ้พ่ายแน่ๆ ก็หยุดการทำเล่มนั้นแบบเบรกเอี๊ยดเลย ก็เลยไปทำเล่มวิดีโอเกมแทน แต่ก็ยังอยากทำอยู่ ก็คิดว่าเอาล่ะ วันหนึ่งที่เราพร้อมกว่านี้ เมื่อเราคิดออกว่าจะทำอะไรค่อยกลับมาทำใหม่”
เวลาผ่านไป นิตยสารหลายเล่มต่างทยอยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับจักรยานในรูปแบบต่างๆ จึงมาถึงโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรจะไม่ซ้ำกับคนอื่นๆ และจากสาเหตุดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ a day ต้องกลับมาทบทวนถึงจุดมุ่งหมายหลักอีกครั้ง ว่าอยากสื่อสารอะไรกับผู้อ่านจากการทำเรื่องจักรยาน ทำให้พบว่าสุดท้ายปลายทางของการทำนิตยสารฉบับนี้ก็คือ อยากให้คนขี่จักรยาน

“ปลายทางของเราคือ ทำให้คนอ่านจบปั๊บ ไปหาจักรยานมาขี่ ดังนั้นเราคิดว่าจะต้องทำอย่างไรล่ะ ให้คนรู้สึกว่า เค้าอยากขี่จักรยาน ก่อนจะตอบคำถามนี้ ก็กลับไปที่คำถามว่า ทำไมคนถึงไม่ขี่ล่ะ อ๋อ!คนกลัว คนขี่ไม่เป็น หรือปัญหาต่างๆว่า จะจอดรถที่ไหน จะขี่กับใคร เส้นทางไหน เป็นปัญหาเยอะมาก เราก็เลยคิดว่า โอเคนี่คือปัญหาที่พวกเค้าเจอ ดังนั้นทางง่ายที่สุดก็คือบอกเค้าว่าปัญหาเหล่านั้นแก้ยังไง แต่ก็คิดอีกทีว่า มันคงจะดีกว่าถ้าเกิดว่าพวกเราทำตัวเป็นหนูทดลองยา ในการไปลองหัดขี่กันดู ถ้าพวกเราขี่กันรอด พวกเค้าก็เอาเป็นตัวอย่างได้”
ซึ่งในขณะเดียวกัน มีสมาชิกคนหนึ่งของ a day ซึ่งขี่จักรยานมาทำงานเป็นประจำ คือ โต สมพฤกษ์ ผูกพานิช(กราฟิกดีไซเนอร์) จึงเป็นไอเดียให้พี่ก้องอยากลองเดินทางด้วยจักรยานเพื่อเก็บข้อมูลมาบอกเล่าเรื่องราว

“ก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นเนื้อหาของ a day เล่มนี้ ก็เป็นเนื้อหาที่คล้ายที่นิตยสารสารคดีทำ คือเรื่องคนกับจักรยานต่างๆ แต่เราจะไม่ไปด้วยการนั่งรถไปหรือขึ้นเครื่องบินไป แต่ว่าเราไปหาคนเหล่านั้นด้วยการปั่นจักรยานไปหาพวกเขา นั่นทำให้เราทั้งหมดมีเวลาประมาณเดือนครึ่ง ในการเลือกซื้อจักรยาน หัดขี่ ซ้อม ฟิตร่างกาย เตรียมตัวเพื่อปั่นจักรยานทั่วประเทศไทยไปหาคนเหล่านั้น ก็คิดว่าลองกับตัวเองก็ดีเหมือนกัน จากคนที่ไม่เคยขี่มาก่อนเลยเนี่ย ไปลองให้ดู แล้วก็ขั้นสูงสุดของการขี่จักรยานในเมืองไทยก็คือการขี่รอบประเทศ ถ้าคิดดูว่าคนที่เพิ่งหัดขี่จักรยานสามารถขี่รอบประเทศได้ คือเตรียมตัวเดือนครึ่งแล้วสามารถขี่รอบประเทศได้ได้ คนอ่านก็ต้องขี่ได้สิ ขี่จากบ้านมาปากซอยก็ต้องขี่ได้สิ ก็เลยเกิดเป็นความคิดเรื่องจักรยาน เลยสนใจจักรยานนับตั้งแต่นั้นมา”
นี่อาจจะเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นครั้งหนึ่ง แต่ความรู้สึกในการขี่ครั้งแรกบนถนนใหญ่ใจกลางเมืองกรุงกลับทำให้บก.คนดังเกิดอาการกลัว

“กลัวครับ เพราะว่าตอนเด็กๆพี่ก็ขี่จักรยานอยู่ในกรุงเทพนั่นแหล่ะ ขี่ปกติแถวบ้านแต่จะถูกปลูกฝังว่ากลางคืนมันอันตราย อย่าไปขี่จักรยานกลางคืนมันน่ากลัว พอเรามาขี่กลางคืนครั้งแรกก็รู้สึกกลัวว่าอุบัติเหตุมันจะเกิดขึ้นรึป่าว เพราะว่าทุกคนพูดกรอกหูเรามาตลอดว่าขี่ในกรุงเทพแล้วมันอันตราย รถจะเฉี่ยว รถจะสอย ถนนก็ไม่เรียบ ถนนมันมีท่อ ก็เลยกลัว ก็ขี่แบบเกร็งมาก ใช้สมาธิสูงมากในการขี่ครั้งแรก”
แต่เมื่อลองขี่ดูแล้ว พี่ก้องก็ได้พบว่ามันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามุมที่มีมองสองข้างทางเปลี่ยนไปและที่สำคัญ การปั่นจักรยานเป็นเหมือนเครื่องย้อนเวลาให้กลับไปรู้สึกเป็นเด็กอีกครั้ง

“การปั่นจักรยานมันมีความพิเศษตรงที่ ทุกคนเคยปั่นตอนเด็กๆ แต่โตมาก็เลิกหมดทุกคน ดังนั้นมันก็เลยเป็นกิจกรรมที่เหมือนแค่เป็นสิ่งที่เด็กๆทำ พอกลับไปทำอีกครั้งหนึ่งมันก็อดนึกถึงตอนเด็กๆไม่ได้ ตอนเด็กเรามีเสรีภาพในการเดินทางไกลที่สุดจากบ้านไปด้วยจักรยานและกำลังขาของเรา เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง”
และถ้ายิ่งเด็กๆหลายคนมารวมกัน ความสนุกก็เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“ที่สำคัญคือ ไปกับเพื่อนครับ พี่เริ่มต้นกับการปั่นกับเพื่อนก่อนตอนกลางคืน นึกภาพเด็กๆผู้ชาย 5-6 คน ไปปั่นจักรยานด้วยกันตอนกลางคืน เหมือนแก๊งค์แฟนฉันมาก เมื่อไรก็ตามที่ถนนโล่งๆ ทุกคนอัดกันไม่ยั้ง พอจะเห็นภาพออกนะ แล้วก็ตะโกนกันตลอดทาง นึกภาพว่าพอติดไฟแดงอยู่ แล้วกลางคืนมันไม่มีรถเลย พอไฟเขียวปั๊บ ทุกคนก็จะโกน ไปโว้ยๆๆๆ มันส์มากๆ พอขี่กับเพื่อนแล้วมันสนุก ไม่เหนื่อยเลย สนุกมาก การปั่นจักรยานทำให้นึกถึงตอนเด็กมากๆ”
จักรยานเป็นพาหนะที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิด พี่ก้องบอกกับเราแบบนั้น เพราะเป็นการเดินทางที่อยู่กับตัวเองสูงมาก และแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับใครเลย เมื่อได้คิดและได้คุยกับตัวเองเยอะและยิ่งได้เห็นบรรยากาศต่างๆระหว่างทาง ก็ย่อมเกิดความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามา
“พอคิดได้มันก็คิดอะไรดีๆได้ระหว่างทาง แต่ว่าโชคร้ายตรงที่อยู่บนจักรยานแล้วมันจดไม่ได้ มันได้แค่จำไว้ พอจำเอาไว้แล้วระยะทางพักทีครึ่งชั่วโมง ถ้ามันมีเรื่องเดียวก็ดีไปแต่ถ้าคิดได้สี่ห้าเรื่องมันก็หายไปหมด พอถึงจุดพักปั๊บ เหนื่อยมากก็ขอพักก่อน พักเสร็จคุยกับเพื่อน ทำนู่น ทำนี่ กินน้ำเสร็จลืมหมด อุตส่าห์ท่องมาตลอดทาง มันก็โหดร้ายเหมือนกัน แต่ก็โชคดีที่อย่างน้อยพี่ก็จดไว้บนมือถือเก็บไว้ได้บ้าง จดลงสมุดเก็บไว้ได้บ้าง พี่ก็เลยคิดว่าจักรยานก็เป็นพาหนะพิเศษบางอย่างที่ทำให้เรามีความคิดเยอะมาก แต่เก็บไม่ค่อยได้ครับ”
และยิ่งเหนื่อยมากเท่าไร การเดินทางก็ยิ่งมีความหมายมากเท่านั้น
“พี่ชอบตอนเหนื่อยครับ ตอนที่เหนื่อยมากๆ ปั่นจนเหนื่อยที่สุดแล้วก็ค่อยผ่อน แล้วจุดพักแต่ละจุดจะโคตรมีความหมายเลย เป็นการพักที่แทบจะทิ้งจักรยานลงไปนั่งกินน้ำ บางคนลงไปนอนเลย วันไหนก็ตามที่เราปั่นไปถึงที่หมายแบบเหนื่อยมากๆ คือไม่จำเป็นว่าจะต้องปั่นกี่กิโลเมตร แต่คือว่าสะบักสบอมแบบเหนื่อยมากๆเนี่ย ยิ่งมีความสุข ก็เลยรู้สึกว่า เส้นชัยที่มีความหมายมันไม่ควรได้มาง่ายเกินไปครับ เส้นชัยที่มีความหมายมันต้องมาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วมันจะมีความหมายมาก พวกเราก็เลยมีความสามารถพิเศษ แม้ว่าระยะทางจะแค่ 20 หรือ 40 กิโลเมตร เราก็สามารถทำเส้นชัยให้มีความหมายได้”

มือใหม่หัดปั่นคงหนีไม่พ้นกับการหลงทางแน่ๆ และพวกเขาก็เจอเรื่องราวให้ต้องหลงทางอยู่บ่อยๆ และนั่นก็เป็นประสบการณ์หนึ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้และมันก็กลายเป็นเรื่องประจำที่พวกเขาคุ้นชิน
“หลงนี่มีตลอด หลงทางแทบทุกวัน มากบ้างน้อยบ้าง ปั่นทางไกลเส้นทางอะไรก็ไม่ได้แม่นยำมากนัก ก็ต้องไปเดาๆกันตลอดทาง ปั่นกันไป ถามกันไป แล้วยิ่งปั่นกันแค่ 6คน พอ 6 คนแล้วระยะห่างมันจะเยอะมาก บางทีคนที่รู้ทางมันไม่ได้อยู่คนแรกนี่ครับ เป็นคนรู้ทางแล้วดันมาอยู่คนสุดท้ายเนี่ยแหล่ะ แล้วยิ่งปั่นกันเร็วๆมากๆ ไอ้คนรู้ทางตามไปบอกไม่ทัน ว่า เฮ้ย!มันจะเลยแล้ว จอดก่อน ก็จะมีเหตุการณ์ปั่นไส้แตกแบบ 10 กิโลก็มีครับ ปั่นเลยไป 10 กิโล ไป-กลับ 20 กิโลก็มีเหมือนกัน ซึ่งการปั่นหลงพี่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องโจ๊กกับทุกคนตลอดเวลา จะมีพวกกลุ่มแรงๆเนี่ย ซึ่งอยู่ข้างหน้าโอกาสหลงมันก็จะสูงมาก พวกนี้จะปั่นกันหลงประจำ เลยประจำ ก็จะพูดในหมู่พวกเรากันครับ คือ ไม่รู้อย่านำ คือไม่รู้ทางอย่าไปนำ เดี๋ยวหลงเปล่าๆ นี่ก็เป็นเรื่องสนุกๆที่ได้จากการหลงทาง”

และการเดินทางก็ได้ทำให้ได้พบเจออะไรหลายอย่าง ผู้คนมากมาย และที่สำคัญมันเป็นเรื่องบังเอิญที่แสนประทับใจ
“อย่างที่ไปลำพูนเจอคุณยายคนหนึ่งมีจักรยาน Raleigh อายุ 50 ปีคันหนึ่งซึ่งมันสมบูรณ์มาก เค้าก็บอกว่ามีคนมาขอซื้อตลอดเวลานั่นแหล่ะ ถ้าจะขายก็ได้หลายพัน แต่บอกว่าไม่ขาย เพราะว่าคันนี้แฟนเค้าซื้อให้เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นของขวัญ ตอนนี้แฟนยายตายไปแล้ว ก็เหมือนเป็นของดูต่างหน้าชิ้นหนึ่งที่แฟนซื้อให้ แล้วก็รู้สึกว่ามันดีที่ได้เจอเรื่องพวกนี้ระหว่างทาง”

จักยานเก่าบางคันซื้อขายกันในราคาเพียง 300-500 เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วของเหล่านี้กลับมีคุณค่ามากกว่าที่เรามองเห็นด้วยซ้ำ บางทีเรื่องราวที่แฝงอยู่ในตัวจักรยานอาจไม่สามารถวัดราคาได้ด้วยจำนวนเงิน
“จะบอกว่ายิ่งใหญ่เท่าชีวิตก็ได้ แต่คนนอกมองเห็นมันเป็นเพียงวัตถุ เป็นจักรยานเก่าๆคันหนึ่ง ก็จะให้ค่ามันแค่วัตถุที่มันมีอยู่ แต่ว่าจริงๆแล้วจักรยานมันมีคุณค่าเชิงจิตใจ มันมีคุณค่าเชิงจิตวิญญาณ อย่างที่อาจารย์จุลพรเคยบอกไว้ครับว่า ของอะไรก็ตามจะมีจิตวิญญาณบางอย่างอยู่ ซึ่งจิตวิญญาณพวกนี้เงินเท่าไรมันก็ไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ และสิ่งเหล่านี้มันมีค่ามาก ก็ควรจะเก็บรักษาเอาไว้ พี่ก็รู้สึกว่าจักรยานมันเป็นของประเภทหนึ่งซึ่งเอื้อให้มีจิตวิญญาณอยู่ในจักรยานสูงมาก เพราะเรื่องราวกับการใช้งานของมันจะมีของพวกนี้เยอะครับ”

เรื่องราวต่างๆยังมีอีกเยอะ แต่ถ้าจะให้เล่าทั้งหมดคงจะต้องใช้เวลาอีกยาวแน่ๆ คิดว่าหลายคนคงได้อ่าน a day ฉบับจักรยานกันมาแล้ว ถึงการเดินทางของพวกเขาได้จบลงไป แต่การปั่นจักรยานของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปในชีวิตประจำวันอย่างไม่สิ้นสุด สำหรับผู้รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจนั้น คงต้องเรียกได้ว่า แม้ขาหลุดก็คงไม่หยุดปั่นเลยทีเดียว สำหรับใครที่สนใจ แต่ยังไม่มีจักรยานไว้ใช้ ก็น่าจะหาไว้สักคัน เพราะประสบการณ์มันส์ๆแบบนี้ ต้องลองไปสัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น เรื่องราวต่างๆผ่านทริปนี้ยังมีอีกมากมาย ซึ่งพี่ก้องเองได้บอกว่า คงจะมีพ็อคเก็ตบุ๊คตามมาอีกประมาณ 2 เล่ม ซึ่งแฟนๆหนังสือของพี่ก้องก็เตรียมตัวรอไว้ได้เลย

photo & interview by atom

Download –> UNDO Magazine
Youtube –> UNDO Magazine

Editor in Chief – UNDO Magazine

Related posts:

เจตมนต์ มละโยธา | นักร้อง นักแต่งเพลง | Penguin Villa
อาจารย์ นภพงศ์ กู้แร่ | นิทานสอนคนตาบอด
The Duang (เดอะดวง)
ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ | Cee Me Again
ชนไม่หนี : พี่หน่อง จตุรงค์ หิรัญกาญจน์
ครูพายุ ณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม : โครงการสอนว่ายน้ำเพื่อเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ
อานนท์ ธิติประเสริฐ World Latte Art Championship (Ristr8to)
ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ กับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม
Lula : ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย
ละอองฟอง : Wind up city
Iannnnn : f0nt.com & fail.in.th
SRINLIM - ศริญญา ลิมป์ทองทิพย์
ป๋อง ณรงค์วิทย์ ทองเนตร : Zibeth Thailand
ฮิกาซีน
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล : พื้นที่ชีวิต

Comments

comments